ตั้ง iPuYing.com เป็นหน้าแรก | ติดต่อโฆษณา
เรื่องผู้หญิง ข่าวสารผู้หญิง เคล็ดลับสุขภาพ Beauty Trips Hair Intrend Hot Fashion แม่และเด็ก
เซ็กส์ ความรัก
คุม (กำเนิด) อย่างไร...ไม่ท้อง ?



     “สวัสดีค่ะ คือเราอายุ 20 ปี เมื่อคืนเราเพิ่งมีอะไรกับแฟนมา ไม่ได้ป้องกันค่ะ เราไม่แน่ใจว่าเสร็จนอกไหม ก็เลยอยากป้องกันด้วยการกินยาคุมค่ะ ควรเลือกกินแบบฉุกเฉิน หรือ แบบทั่วไปดีคะ แล้วถ้าแบบทั่วไปควรเริ่มกินตอนไหนคะ ถ้าหากอยากจะคุมกำเนิดแบบจริงจัง ควรจะใช้วิธีไหนดี รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”

    นี่คือหนึ่งในหลากหลายกระทู้คำถามในเว็บไซต์ออนไลน์ชื่อดังเว็บไซต์หนึ่ง ที่เกิดข้อสงสัยว่า ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรให้ตนเองปลอดภัยและไม่เกิดปัญหาหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

    หากลองเลื่อนย้อนดูคำถามที่เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศภายในกระทู้ที่เกี่ยวข้อง คำถามเรื่องการคุมกำเนิดและเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย กลายเป็นคำถามยอดฮิต ที่ชวนให้ผู้อ่านเข้าไปแสวงหาคำตอบ บ้างก็มีเพื่อนๆ สมาชิกมาช่วยแนะนำ มาช่วยตอบคำถาม แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่เพื่อนๆ แนะนำมานั้น ได้ผลและดีสำหรับเราหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบ ให้คลายข้อสงสัยกันค่ะ

    ปัญหาการท้องไม่พร้อม นับเป็นปัญหาที่หลายภาคส่วนช่วยกันแก้ไข และผลักดันนโยบายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Health /data Center ของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปี 2560 อัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 15 - 19 ปี นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 - มิถุนายน 2560 อยู่ที่ 36.6 ต่อพันประชากร ประกอบกับ สถิติปี 2560 มีผู้รับบริการโทรเข้ามาที่สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 จำนวน กว่า 4 หมื่นราย แบ่งเป็นปรึกษาเรื่องเอดส์ ร้อยละ 58 และปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม ร้อยละ 41.67 หรือประมาณ 18,507 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559 สถิติอยู่ที่ 13,465 ราย ปีนี้แบ่งเป็นคนที่ตั้งท้องแล้วเพิ่มขึ้น ร้อยละ 75 ส่วนใหญ่คนที่ตั้งท้องมีอายุต่ำกว่า 20 ปี สาเหตุจากไม่คุมกำเนิด รวมไปถึงข้อมูลจากประสบการณ์ของสมาชิกเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงเมื่อท้องไม่พร้อมในการให้การปรึกษาทั้งตั้งต่อตัวและทางโทรศัพท์ พบว่าผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมกว่าร้อยละ 50 ตั้งครรภ์เพราะไม่ได้คุมกำเนิด

    การคุมกำเนิดสำคัญอย่างไร?

    การคุมกำเนิดเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนครอบครัว หรือกล่าวอย่างง่ายว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ท้องและปลอดภัยจากโรคติดต่อ แต่ถึงกระนั้น ความเข้าใจผิดๆ และข้อสงสัยในวิธีการคุมกำเนิดก็ยังคงมีอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดการท้องไม่พร้อม ดังจะเห็นได้จากสถิติที่กล่าวไปข้างต้น

    แล้วจะคุมกำเนิดโดยวิธีไหนดี?

    การคุมกำเนิดในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี โดยแต่ละวิธีให้ผลที่แตกต่างกันออกไป โดยจำแนกตามประเภทของผลลัพธ์ที่นิยมคุมกำเนิด ได้ 2 ลักษณะ คือ วิธีที่ได้ผลค่อนข้างดี และ วิธีที่ได้ผลแต่ไม่ดีนัก

    วิธีที่ได้ผลค่อนข้างดี

    1. ถุงยางอนามัย เป็นวิธีคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของผู้หญิง แต่ต้องระวังไม่ให้ถุงยางอนามัยฉีกขาด และเลือกขนาดให้เหมาะสม หากพบปัญหาถุงยางฉีกขาด หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ให้ใจเย็น อย่าเพิ่งตกใจ แล้วรีบหายาคุมฉุกเฉินมากิน เพื่อป้องกันการตั้งท้องในกรณีนั้นๆ

    2. ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ หากกินอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ปัจจุบันยาคุมกำเนิดในท้องตลาด มี 2 ชนิด คือ ชนิด 28 เม็ด และ 21 เม็ด ซึ่งให้ผลในการคุมกำเนิดไม่แตกต่างกัน โดยยาคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด จะมีวิตามินเพิ่มขึ้นมาอีก 7 เม็ด เพื่อให้ผู้หญิงกินยาคุมกำเนิด ได้อย่างต่อเนื่องและไม่ลืมกินยา

    โดยวิธีกินยาคุมกำเนิด คือ ทั้งชนิด 28 เม็ด และ 21 เม็ด ให้กินยาเม็ดแรกภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน และหลังจากนั้น ให้กินติดต่อกันทุกวัน วันละ 1 เม็ดจนหมดแผง สำหรับยาคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด สามารถเริ่มกินแผงต่อไปได้เลย แต่สำหรับชนิด 21 เม็ด ต้องเว้นไป 7 วัน เพื่อให้ประจำเดือนมา แล้วค่อยเริ่มกินแผงใหม่ ทั้งนี้ ควรกินในเวลาเดียวกันทุกวัน เพื่อกันลืม

    หากลืมกินยาต้องทำอย่างไรดี?

    - เมื่อลืมกินยา 1 เม็ด ให้รีบกินยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าลืมกินยาเกิน 1 วัน ให้กินยาพร้อมกัน 2 เม็ด
    - เมื่อลืมกินยา 2 วัน ให้รีบกินยา 2 เม็ด ทันที ที่นึกได้ และให้กินอีก 2 เม็ดในวันต่อไป และระหว่างนี้ ให้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะเริ่มกินยาแผงใหม่
    - เมื่อลืมกินยามากกว่า 2 วัน ให้เลิกกินยาแผงนั้นไปเลย และระหว่างนี้ให้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ แล้วเริ่มยาแผงใหม่ในรอบประจำเดือนต่อไป

    3. แผ่นแปะผิวหนังคุมกำเนิด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด แต่ใช้สะดวกกว่า แผ่นแปะนี้มีขนาดโดยประมาณ 4.5 x 4.5 เซนติเมตร ใช้แปะที่ผิวหนังบริเวณ สะโพก หน้าท้อง ต้นแขน ด้านนอก แผ่นหลังด้านบน โดยตัวยาจะซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด เริ่มติดในวันแรกของประจำเดือน แปะไว้ 7 วัน แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ เมื่อครบ 3 แผ่น ใน 3 สัปดาห์ ให้เว้นไม่ต้องแปะ 1 สัปดาห์ (เช่นเดียวกับ การกินยาคุมแบบ 21 เม็ด ) ประเดือนก็จะมาในช่วงที่ไม่ได้แปะแผ่นยา และเมื่อลืมแปะยา ให้เริ่มแปะทันทีที่นึกได้ แต่ไม่ควรลืมเกิน 2 วัน หากเกิน 2 วัน ให้คุมกำเนิดโดยวิธีอื่น เช่น ใช้ถุงยางอนามัย แล้วเริ่มแปะยาในรอบประจำเดือนต่อไป

    4. ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลดี เพราะไม่ต้องกังวลกับปัญหาการลืมกินยา โดยสามารถเข้ารับบริการฉีดยาคุมกำเนิด ได้ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลประจำอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมไปถึง คลินิก และโรงพยาบาลเอกชน หากสถานบริการสุขภาพนั้น ไม่มียาฉีดคุมกำเนิดให้บริการ ก็สามารถหาซื้อยาได้จากร้านขายยาที่มีเภสัชกรและนำไปให้สถานบริการสุขภาพฉีดยาให้ได้ ปัจจุบันยาฉีดคุมกำเนิดมีให้เลือก 3 ชนิด ได้แก่ ชนิด 1 เดือน (4 สัปดาห์) 2 เดือน (8 สัปดาห์) และ 3 เดือน (12 สัปดาห์) ซึ่งจะมีรอบฉีดทุกๆ 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ตามลำดับ โดยการฉีดยาอาจมีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ กะปริบกะปรอย หรือไม่มีประจำเดือนเลยในช่วงเวลานั้น

    5. ยาฝังคุมกำเนิด วิธีนี้ กำลังได้รับความนิยมในวัยรุ่น โดยขอรับบริการได้ที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชน สำหรับวัยรุ่นที่อายุไม่เกิน 20 ปี โรงพยาบาลรัฐมีบริการฝังยาคุมฟรี ผู้ที่อายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2000-2500 บาท ซึ่งคุมกำเนิดได้นาน 3-5 ปี ตามชนิดของยา มีข้อดีคือช่วยลดปัญหาการลืมกินยาหรือฉีดยา แพทย์จะฝังฮอร์โมน ซึ่งบรรจุในหลอดพลาสติกขนาดเล็กๆ ไว้ใต้ผิวหนัง บริเวณต้นแขนด้านใน การฝังยานี้ อาจมีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือกะปริบกะปรอย ซึ่งพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใช้วิธีการฝังยา

    6. ห่วงคุมกำเนิดหรือห่วงอนามัย มีลักษณะเป็นเหมือนรูปตัว T ขดไปมาในมดลูก เพื่อป้องกันการฝังตัวของไข่ โดยสามารถรับบริการใส่ห่วงคุมกำเนิดได้ที่สถานบริการสุขภาพ ผู้ที่ใส่ห่วงคุมกำเนิดควรหมั่นตรวจตราด้วยตนเองทุกเดือนว่า ห่วงยังอยู่ดีอยู่หรือไม่ เพราะหากห่วงเกิดหลุดขึ้นมา ก็อาจตั้งครรภ์ได้

    7. การคุมกำเนิดถาวร เป็นวิธีคุมกำเนิดในกรณีที่มีบุตรเพียงพอแล้ว สามารถทำได้ทั้งหมันชายและหมันหญิง โดยการทำหมันชายทำได้ง่ายและสะดวกมากกว่าหมันหญิง ซึ่งเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ทั้งปลอดภัยและประหยัด

    วิธีที่ได้ผลแต่ไม่ดีนัก

    1. ยาคุมฉุกเฉิน เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้หลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันในกรณีฉุกเฉิน ได้แก่

    - ไม่ได้คุมกำเนิดโดยวิธีใดๆ เลย
    - ใช้การคุมกำเนิดโดยวิธีอื่นแล้ว แต่เกิดการผิดพลาด เช่น ถุงยางอนามัย ขาด รั่ว แตก หรือลืมกินยาคุมกำเนิด
    - เมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอมหรือถูกข่มขืนกระทำชำเรา

    สิ่งที่พึงระวัง คือ ไม่ควรนำยาคุมฉุกเฉินมาใช้แทนที่วิธีการคุมกำเนิดปกติ เพราะวิธีนี้มีประสิทธิภาพต่ำ และทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูง หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดวิธีการกินยาคุมฉุกเฉินที่ถูกต้องไว้คือ กินภายใน 72 ชม. หลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และกินยาพร้อมกันทั้งสองเม็ด หรือกินทีละเม็ด ห่างกัน 12 ชม.

     มาถึงตอนนี้ คงมีคำตอบสำหรับหลากหลายกระทู้ที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคุมกำเนิดและเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หากเลือกไม่ได้ว่าจะคุมกำเนิดอย่างไรดี แนะนำว่า ถุงยางอนามัย เป็นวิธีคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด และหากเพื่อนๆ ไม่มั่นใจว่าวิธีไหนที่จะทำให้ตนเองปลอดภัย หรือมีข้อสงสัยอื่นๆ มีหลากหลายช่องทางและหน่วยงานที่พร้อมดูแลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วและปลอดภัย หนึ่งในนั้น คือ เลิฟแคร์ กล้ารัก กล้าเช็ค www.lovecarestation.com ภายใต้มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ที่มีทั้งสาระความรู้ และคลินิกปรึกษาที่เป็นมิตร หรือสามารถยกหูติดต่อโดยตรงที่ สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 ทุกวัน เวลา 09.00-2100 น. โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้สนับสนุนให้คนไทย มีสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคมที่ดี รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกคนสามารถดูแลตนเองให้มีสุขภาวะทางเพศที่ดีได้











สสส. thaihealth.or.th


ข่าวสาร-บทความ อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ผลข้างเคียงฝังยาคุมกำเนิด ‘ปวดหัว แต่ไม่เพิ่มน้ำหนัก’
ผลข้างเคียงจาก 'ยาคุมกำเนิด'
ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีประโยชน์มากกว่านั้น
หมอเตือน! หยุดกินยาคุมกลางแผงอันตราย พบวัยรุ่นนิยมแผ่นแปะคุมกำเนิด
ข้อควรรู้ในการใช้..แผ่นแปะคุมกำเนิด
ไขข้อข้องใจกับ...ยาคุมกำเนิด
ผลของยาอื่น ๆ ต่อยาเม็ดคุมกำเนิด
กินยาคุมกำเนิดแล้วรู้สึกอ้วนขึ้น จริงหรือ ?
เหตุใดยาคุมกำเนิดจึงทำให้กระดูกอ่อนแอ
ยาคุมกำเนิดกระตุ้นไมเกรน
 
คุมกำเนิด เพศสัมพันธ์
 
Popular Tag : คำค้นยอดนิยม ผู้หญิง แฟชั่น เสื้อผ้า ความรัก สุขภาพ ความงาม
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
* นามแฝง หรือ e-mail คุณ
 
 
 
ดูทั้งหมด
รู้หรือไม่ว่า  กาแฟช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสได้อย่างไม่น่าเชื่อ รู้หรือไม่ว่า กาแฟช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสได้อย่างไม่น่าเชื่อ
Laura Mercier Holiday 2018 Collection Laura Mercier Holiday 2018 Collection
ข้าวโอ๊ต!! สุดยอดมาส์กที่ดีต่อผิวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ ข้าวโอ๊ต!! สุดยอดมาส์กที่ดีต่อผิวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ
สุดยอดโฮมเมดโลชั่น ลดริ้วรอย จุดด่างดำบนใบหน้า สุดยอดโฮมเมดโลชั่น ลดริ้วรอย จุดด่างดำบนใบหน้า
บอดี้สเปรย์ เอาใจสาวๆหลงใหลกลิ่นแบบธรรมชาติ บอดี้สเปรย์ เอาใจสาวๆหลงใหลกลิ่นแบบธรรมชาติ
สาวผมบางอ่านทางนี้  วิธีทำให้ผมกลับมาดกดำเพียงชั่วข้ามคืน สาวผมบางอ่านทางนี้ วิธีทำให้ผมกลับมาดกดำเพียงชั่วข้ามคืน
เรื่องที่น่าสนใจอัพเดทประจำวัน
เรือนเวลาแอร์เมสรุ่น MDOR Rock เรือนเวลาแอร์เมสรุ่น MDOR Rock
แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life
ภาวะขาดน้ำ (dehydration) กับ 5 วิธีป้องกัน ภาวะขาดน้ำ (dehydration) กับ 5 วิธีป้องกัน
9 คุณประโยชน์เด็ดที่ซุกซ่อนไว้ใน ฝรั่ง 9 คุณประโยชน์เด็ดที่ซุกซ่อนไว้ใน ฝรั่ง
เอสโตรเจน นั้นสำคัญไฉน พร้อม 4 เคล็ดลับดูแลสุขภาพของสาวๆ เอสโตรเจน นั้นสำคัญไฉน พร้อม 4 เคล็ดลับดูแลสุขภาพของสาวๆ
5 คุณประโยชน์น่ารู้ใน แตงกวาดอง 5 คุณประโยชน์น่ารู้ใน แตงกวาดอง
 
 
ข่าวสารบทความ |เซ็กส์ ความรัก | เคล็ดลับสุขภาพ | Beauty Trips | Hair Intrend | Hot Fashion | แม่และเด็ก